ไทยเงินเฟ้อกระทบจำกัด – สภาพคล่องสูง หนุนต่างชาติซื้อสุทธิเดือนที่สอง

เศรษฐกิจ (ในประเทศ - ต่างประเทศ)

 

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เผยต่างชาติกลับเข้ามาซื้อสุทธิหุ้นไทยเป็นเดือนที่สองในเดือนมกราคม 2565 ซื้อสุทธิกว่า 14,234 ล้านบาท จากเศรษฐกิจไทยที่ได้รับผลกระทบจากเงินเฟ้อจำกัด – สภาพคล่องที่สูง ขณะที่ความกังวลแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้นคาดกระทบสภาพคล่องในตลาดแต่อาจไม่มากเนื่องจากยังมีจำนวนนักลงทุนที่เพิ่มขึ้น

วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2565 นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ปี 2565 เริ่มต้นปีมาด้วยความตื่นเต้น โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คงประมาณการเติบโตเศรษฐกิจโลกในปี 65 และได้มีการประมาณการ GDP ของ GDP ในภูมิภาคอาเซียนเพิ่มขึ้น แต่สิ่งที่ยังเป็นกังลอยู่คือประเด็นเงินเฟ้อจากเศรษฐกิจโลกยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่จากปัญหาเรื่องห่วงโซ่อุปทานซึ่งทำให้เกิดเงินเฟ้อในหลายประเทศทั่วโลก และราคาน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้นรวมถึงแนวโน้มการจ้างงานในสหรัฐ

ทำให้มีการคาดว่าธนาคารกลางหลักในหลายประเทศ อาจดำเนินนโยบายการเงินแบบตึงตัวเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ซึ่งทำให้ราคาสินทรัพย์เสี่ยงที่มีความสัมพันธ์เชิงลบกับผลตอบแทนพันธบัตรโดยเฉพาะหุ้นเติบโต (Growth Stock) ปรับตัวลดลงในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ส่วนความกังวลเกี่ยวกับการระบาดระลอกใหม่ของโควิด-19 มีการลดลงตามอัตราการฉีดวัคซีนที่เพิ่มมากขึ้น

 

ขณะที่สถานการณ์โควิด-19 ภายในประเทศในเดือนม.ค.ที่ผ่านมา ไม่ได้มีความรุนแรงเพิ่มขึ้นมากนัก อีกทั้งเศรษฐกิจไทยยังได้รับผลกระทบจากเงินเฟ้อค่อนข้างจำกัด และมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่องจากภาคการส่งออกที่ขยายตัว รวมถึงภาคบริการและการท่องเที่ยวที่คาดว่าจะได้อานิสงส์จากการกลับมาเปิดเมืองในอนาคต

นอกจากนี้ตลาดหุ้นไทยยังมีการเสนอขายหุ้นใหม่แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ค่อนข้างเยอะและมีสถาพคล่องที่สูง ทำให้เห็นเม็ดเงิน (Fund Flow) จากผู้ลงทุนต่างชาติไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยเป็นเดือนที่สองติดต่อกัน และมีเงินลงทุนจากต่างชาติไหลเข้ามาในตลาดหุ้นไทยสูงกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค

โดยนักลงทุนต่างชาติกลับเข้ามาซื้อสุทธิหุ้นไทยเป็นเดือนที่สอง ในเดือนม.ค.65 โดยมีการมูลค่าซื้อสุทธิอยุ่ที่ 14,234 ล้านบาท ส่วนในเดือนธ.ค.ก่อนหน้ามีมูลค่าซื้อสุทธิอยู่ที่ 23,027 ล้านบาท

อย่างไรก็ดี กลุ่มนักลงทุนรายย่อยในประเทศยังครองสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงสุดต่อเนื่อง โดย ณ สิ้นเดือน ม.ค. มีสัดส่วนอยู่ที่ 44.57% ของมูลค่าการซื้อขายรวม รองลงมา คือ นักลงทุนต่างชาติที่ 39.83% บัญชีหลักทรัพย์ 8.11% และกองทุนในประเทศ 7.49% ภายหลังจากปี 2564 นักลงทุนรายย่อยเข้ามาเปิดบัญชีใหม่กว่า 1.6 ล้านบัญชี คิดเป็น 40% ของจำนวนบัญชีรวมทั้งหมด นอกจากนี้ ยังมีการซื้อขายต่อเนื่อง (Activeness) สูงถึง 50%

ด้านนายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า จากความกังวลเรื่องของดอกเบี้ยขาขึ้นอาจจะส่งผลให้สภาพคล่องในตลาดอาจจะลดลงได้ซึ่งน่าจะส่งผลกระทบต่อการซื้อขายของนัลงทุนบางกลุ่ม เพราะฉะนั้นถ้าเกิดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่มากนักผลกระทบก็อาจจะไม่มาก ซึ่งก็จะมีจุดที่เข้ามาชดเชยจากจำนวนนักลงทุนที่ยังเพิ่มขึ้น

ดังนั้นนักลงทุนคงต้องดูต่อไปว่าผลกระทบจะเป็นอย่างไรแต่จากเดือนม.ค.ที่ผ่านมาเราเห็นว่าน่าจะมีผลกระทบไม่เยอะจากเรื่องดังกล่าว และต้องติดตามต่อไปในเดือนก.พ.65 ซึ่งในช่วงต้นเดือนก.พ.ที่ผ่านมาตลาดยังค่อนข้างเงียบเนื่องจากเป็นช่วงเทศกาลตรุษจีน

อ้างอิง
https://www.prachachat.net/finance